จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology)

         นาโนเทคโนโลยี ดูเหมือนจะเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ แต่จริงๆ แล้ว ได้มีผู้ที่มองเห็นความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีตัวนี้ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีกว่า มาแล้ว โดยศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Feynman - รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี ค.ศ. 1965) ผู้เป็นบิดาแห่งนาโนเทคโนโลยี ได้กล่าวถึงการศึกษาทางด้านนาโนเทคโนโลยีเป็นครั้งแรกในการปาฐกถาเรื่อง There’s Plenty of Room at the Bottom ในปี ค.ศ. 1959 (พ.ศ.2502) ว่า "สักวันหนึ่ง เราจะสามารถประกอบสิ่งต่างๆ ผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมด้วยความแม่นยำ และเท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ไม่มีกฎทางฟิสิกส์ใดๆ แม้แต่หลักแห่งความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle) ที่จะมาขัดขวางความเป็นไปได้นี้"
มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ลังเลและไม่แน่ใจ บางคนมองว่านาโนเทคโนโลยีอาจเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น บางคนเชื่อว่านาโนเทคโนโลยีเป็นเรื่องของอนาคตที่ค่อนข้างไกล ในขณะที่หลายๆ คนเชื่อในความเป็นไปได้ แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะพัฒนานาโนเทคโนโลยีขึ้นมาดีหรือไม่
ธรรมชาติได้พัฒนาและใช้งานนาโนเทคโนโลยีเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตต่างๆขึ้นมาทั้งสิ้น เช่น เมื่อเซลล์สเปิร์มปฏิสนธิกับไข่ในครรภ์มารดา เกิดเป็นเซลล์เดี่ยวที่แบ่งตัวและพัฒนาจนกลายเป็นทารกที่มีอวัยวะอันซับซ้อน พัฒนาการต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยมีรูปแบบที่ค่อนข้างแน่นอน มีระบบควบคุมทำให้อะตอมและโมเลกุลต่างๆ จัดเรียงตัว ณ ตำแหน่งที่เหมาะสม หรือการที่เซลล์เชื้อโรคหรือไวรัสเข้าไปในร่างกายสิ่งมีชีวิตและทำการแบ่งตัวออกมานับล้าน แล้วไปทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เปรียบเสมือนเครื่องจักรขนาดจิ๋วที่ทำลายสิ่งมีชีวิตอื่น ดังนั้นการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นจักรกลนาโน (Nanomachines) ที่มีชีวิตและมีความสามารถในการสร้างสิ่งต่างๆ ด้วยความแม่นยำในระดับอะตอมทั้งสิ้น





ที่มา  http://www.baanjomyut.com

ชีวจริยธรรม (Bioethics)

              ชีวจริยธรรม (Bioethics)
ชีวจริยธรรม หรือ Bioethics ในความหมายเบื้องต้นอย่างกว้าง คือ จริยธรรมของบุคคลหรือสังคม ต่อสรรพชีวิตหรือสิ่งมีชีวิตทั้งมวลที่เกิดขึ้นบนโลก ซึ่งแต่เดิมมีเฉพาะชีวิตที่เกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ต่อมาจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ ทำให้ชีวิตเกิดขึ้นมาได้จากกระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อย่างไม่เป็นธรรมชาติด้วย ส่งผลให้เกิดความซับซ้อนต่อประเด็นของ ชีวจริยธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทและผลกระทบจากโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์  ( Human Genome Project ) ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 (พ.ศ.2533) และประกาศความสำเร็จของโครงการในการถอดรหัสยีนมนุษย์ได้ทั้งหมดเมื่อปี ค.ศ.2003 (พ.ศ.2546)
นอกจากนี้ความหมายของชีวจริยธรรมยังรวมถึง จริยธรรมของการนำความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับพันธุกรรม (หรือยีน) ของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไปใช้ให้ถูกต้อง (อย่างมีศีลธรรมและคุณธรรม) ด้วย ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวจริยธรรมที่เป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างทั้งในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และประชาคมโลก มีดังนี้
สิทธิบัตรยีน
สิทธิบัตร เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแบบหนึ่งที่ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ระบบสิทธิบัตรนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายใต้เหตุผลสนับสนุนที่ว่า การให้สิทธิบัตรจะทำให้นักประดิษฐ์มีกำลังใจที่จะทำงานประดิษฐ์ต่อไป ผู้ใดก็ตามที่ประดิษฐ์ ลอกเลียน หรือหาผลประโยชน์จากวัตถุที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองแห่งสิทธิบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถือสิทธิบัตรจะมีความผิดและอาจได้รับการลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีชีวภาพนี้ได้สร้างประเด็นข้อถกเถียงในการขอจดสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์ทางด้านนี้อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้คือเรื่องของ “การจดสิทธิบัตรยีน”
เรื่องการจดสิทธิบัตรยีนในสหรัฐอเมริกา มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งปกติสำนักงานสิทธิบัตรจะไม่รับจดการค้นพบกฎทางธรรมชาติ เช่น เซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วง หากมีการจดสิทธิบัตรไว้ คนที่ใช้แรงโน้มถ่วงก็ต้องเสียค่าสิทธิประโยชน์หมด กล่าวได้ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ก็ต้องจ่ายสตางค์ค่าสิทธิประโยชน์ มิฉะนั้นถือว่าละเมิดสิทธิ์
บริษัทเอกชนต่าง ๆ ที่ทำงานด้าน Biotechnology ต่างอ้างว่ามีความจำเป็นต้องลงทุนหลาย ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการค้นหาลำดับยีนเพื่อนำไปสู่การผลิตตัวยาใหม่ๆ ตลอดจนการวิเคราะห์โรค หากไม่มีการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาที่ค้นพบแล้ว คงจะไม่มีบริษัทไหนกล้าลงทุนมหาศาลเช่นนี้ แต่หากมีการจดสิทธิบัตรยีน โดยเฉพาะผลิตจากพืช GMOs สังคมเกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก เกษตรกรอาจจะได้รับสิทธิในการเพาะปลูกพืช GMOs แต่เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากพืช GMOs นั้นไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ เมื่อเกษตรกรปลูกพืช GMOs หมดไปแล้วหนึ่งรุ่น หรือต้องการขยายพันธุ์พืชเพิ่ม เกษตรกรก็ต้องเอาเมล็ดพันธุ์มาจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แน่นอนว่าเกษตรกรก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ไม่ใช้ใครอื่น แต่เป็นนายทุนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจนั่นเอง และปัญหาสำคัญก็คือจะแน่ใจได้อย่างไรว่านายทุนจะไม่เอาเปรียบเกษตรกร
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ไม่มีการยอมรับพืช GMOs ก็จะถูกกดดันจากประเทศมหาอำนาจอย่างรุนแรง อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศที่ล้าหลัง และเพื่อหลุดพ้นจากคำว่า ประเทศล้าหลัง ประเทศนั้นก็จำต้องสั่งซื้อเทคโนโลยีจากประเทศมหาอำนาจ เพื่อนำมาผลิตพันธุ์พืช GMOs ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ เช่น ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีทุกปี การซ่อมบำรุงต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศมหาอำนาจเท่านั้น หรือแม้แต่การค้นคว้าทดลองพืช GMOs ก็ต้องรายงานต่อเจ้าของเทคโนโลยี เป็นต้น
นอกจากนี้ ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจมีการจดลิขสิทธิ์พืช GMOs ที่ตนได้ทำการค้นคว้าทดลอง แม้ว่าพืชที่เป็นสายพันธุ์ธรรมชาติจะไม่ใช่ของประเทศตนก็ตาม เช่น ประเทศในเขตหนาวอาจมีการนำสายพันธุ์พืชในเขตร้อน อาทิ ยางพารา อ้อย ไปดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อปลูกในเขตหนาวได้หรือจดสิทธิบัตรเพื่อนำกลับมาขายยังประเทศในเขตร้อน ซึ่งแม้ว่าจะมีกฎหมายควบคุมพืช GMOs แต่ก็จะแน่ใจได้อย่างไรว่านักกฎหมายจะตั้งข้อกฎหมายโดยไม่มีช่องว่าง หรือเปิดโอกาสให้กับประเทศมหาอำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากพันธุ์พืช  
การโคลนนิ่งมนุษย์
หากจำแนกตามวัตถุประสงค์ การโคลนนิ่งมนุษย์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ การโคลนนิ่งเพื่อการบำบัดรักษา (therapeutic cloning) กับ การโคลนนิ่งเพื่อการสืบพันธุ์ (reproductive cloning)
  • การโคลนนิ่งเพื่อการบำบัดรักษา เช่น การนำเซลล์สมองใส่เข้าไปเพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์คินสัน หรือการนำเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อใส่เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้สร้างเนื้อเยื่อทดแทนในกรณีที่ผู้ป่วยมีบาดแผลพุพองจากไฟไหม้ เป็นต้น
  • การโคลนนิ่งเพื่อการสืบพันธุ์ เช่น คู่สมรสอยู่ในภาวะมีบุตรยากหรือเนื่องจากอยู่ในภาวะเป็นหมันถาวรคู่สมรสที่ไม่สามารถมีบุตรได้ด้วยวิธีการตามธรรมชาติ ความต้องการมีบุตรของกลุ่มรักร่วมเพศ การโคลนเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดปกติทางพันธุกรรมของบุตร เป็นต้น
อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องของการโคลนนิ่งมนุษย์มีข้อที่ต้องพิจารณาสำคัญ คือ ความเสี่ยงในการโคลนนิ่ง เช่น เซลล์ที่นำมาโคลนอาจตายหรือได้มนุษย์ที่ผิดปกติ หรือหากนำเซลล์จากมนุษย์ที่มีอายุ 40 ปีมาโคลน มนุษย์ดังกล่าวจะมีอายุจริงเท่าไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสี่ยงเหล่านี้ มนุษย์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งจะมีฐานะทางกฎหมายอย่างไร
นอกจากนี้การโคลนนิ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับจากทางศาสนาคริสต์โดยมองว่าหน้าที่สร้างสิ่งมีชีวิตเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์ นอกจากนี้ ประเด็นการโคลนนิ่งมนุษย์ยังกังวลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์อื่นที่แฝงอยู่ ตัวอย่างเช่น อาจมีต้องการที่โคลนนิ่งตัวซัดดัม ฮุดเซนขึ้นมาเพื่อปกครองประเทศอิรักต่อไป หรืออาจโคลนนิ่งมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นทหารในการสู้รบ เป็นต้น
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่ยอมให้โคลนมนุษย์ได้ทั้งคน แต่ถ้าเป็นอวัยวะต่างๆ อาทิ ไต ตับ ตา ปอด หัวใจ จะยอมให้มีการโคลนหรือไม่ เนื่องจากอวัยวะเหล่านี้เป็นที่ต้องการสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะ ในปัจจุบันมีผู้บริจาคอวัยวะน้อย แต่ผู้รอรับบริจาคอวัยวะมีมาก เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่มีการถกเถียงกันมากขึ้นทุกวัน



ที่มา  http://www.baanjomyut.com

โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (The Human Genome Project)

                  เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2533 โดยเป็นความร่วมมือวิจัยระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่นและจีน นำโดยสถาบันวิจัยรหัสพันธุกรรมมนุษย์แห่งชาติ (National Human Genome Research Institute: NGHRI) ของสหรัฐฯ มีภารกิจในการศึกษารหัสพันธุกรรมของมนุษย์เพื่อถอดรหัสการจัดเรียงตัวของ DNA เพื่อทำแผนที่ยีนทั้งหมดในโครโมโซม ในเดือนเมษายน พ.ศ.2546 โครงการประสบความสำเร็จ ผลจากการศึกษาทำให้ทราบว่าในมนุษย์มีหน่วยพันธุกรรม 3 พันล้านตัว ซึ่งช่วยให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าใจการทำงานของร่างกายอย่างลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์
การถอดรหัสยีนและทำแผนที่ยีน (Human Genome & Gene Mapping) จะทำให้เราทราบถึงความลับของกลไกแห่งความเป็นมนุษย์ทั้งทางกายภาพและพฤติกรรม รวมทั้งการเจ็บไข้ได้ป่วยและความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่ก่อนการปฏิสนธิ เช่น รู้ว่าเด็กคนใดเกิดมาแล้วจะมีพฤติกรรมอย่างไร จะเป็นคนเก่งกาจแค่ไหน รวมทั้งจะเป็นโรคอะไร และจะมีอายุมากน้อยเพียงใด จุดมุ่งหมายสำคัญของโครงการนี้ก็เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือเป็นอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ที่มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์หรือความผิดปกติของยีนได้ล่วงหน้า เช่น โรคโลหิตเป็นพิษ โรคอัลไซเมอร์ โรคแก่เกินวัย เป็นต้น ซึ่งการค้นพบดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดผลดีในแง่การป้องกัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผลต่อจิตใจผู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น กรณีที่หญิงบางคนได้ทราบล่วงหน้าว่าลูกในท้องที่จะเกิดออกมาจะมีพฤติกรรมเลวร้าย จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ขวบ เป็นต้น
ปัจจุบัน แผนที่พันธุกรรมได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่แวดวงวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 3 ประการคือ
  • ทำให้แพทย์สามารถนำข้อมูลพันธุกรรมไปใช้ในการทดสอบทางพันธุกรรมแก่คนไข้ ซึ่งหากทราบว่าคนไข้มีความโน้มเอียงที่จะเกิดโรคทางพันธุกรรม แพทย์ก็จะสามารถหาทางป้องกันหรือบำบัดรักษาคนไข้ล่วงหน้าได้
  • ทำให้การวินิจฉัยหรือทำนายโรคมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อแพทย์สามารถทำนายความรุนแรงของโรคโดยศึกษาจากลายพิมพ์ทางพันธุกรรม (genetic fingerprint) แล้วก็จะทำให้สามารถวิเคราะห์ถึงผลดีและผลเสียของวิธีการบำบัดรักษาด้วยวิธีการต่างๆ กันได้ อันจะทำให้ทั้งแพทย์และผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงจากการบำบัดรักษาที่อาจมีผลข้างเคียงได้
  • ช่วยให้มีการพัฒนาวิธีการบำบัดรักษาในระดับโมเลกุล กล่าวคือเมื่อสามารถทราบว่ายีนใดเป็นสาเหตุของโรคพันธุกรรมแล้ว ก็จะทำให้ทราบสาเหตุของโรคนั้นแล้วพัฒนาวิธีบำบัดรักษาที่สาเหตุของโรค เช่น ควบคุมมิให้ยีนดังกล่าวแสดงออก หรือเปลี่ยนแปลงยีนที่ทำหน้าที่บกพร่องด้วยการทำยีนใหม่เข้าไปทดแทน
ในขณะนี้มีการค้นพบยีนใหม่ๆ ของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ยีนที่ควบคุมการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ยีนควบคุมความอ้วน ยีนควบคุมการชัก ยีนที่เป็นสาเหตุของโรคพาร์คินสัน และแม้แต่ยีนที่ส่งผลให้เซลล์จบชีวิตของตนเองลง เป็นต้น ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่า 20 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคใหม่ของการแพทย์ที่เราเข้าใจกลไกการดำรงชีวิตของเราเอง กลไกของการชราภาพ และการเกิดโรคต่างๆ จนสามารถคิดค้นยาและวิธีการที่จะทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น และคุณภาพชีวิตดีขึ้น
โครงการถอดรหัสพันธุกรรมจุลินทรีย์ (Microbial Genome Project)
ในปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) Department of Energy ของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มโครงการถอดรหัสพันธุกรรมจุลินทรีย์ (Microbial Genome Project หรือ MGP) ขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ได้จากโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ วัตถุประสงค์ของโครงการคือนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการผลิตพลังงาน ใช้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดขยะพิษ และใช้ในอุตสาหกรรม
บนโลกของเรามีจุลินทรีย์อยู่มากมาย แต่มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับโลกของจุลินทรีย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากไม่ทราบว่ามีจุลินทรีย์ทั้งหมดกี่ชนิด แต่ละชนิดมีธรรมชาติเป็นอย่างไร ประมาณการกันว่ามนุษย์รู้จักจุลินทรีย์เพียง 0.01% เท่านั้น
โครงการถอดรหัสพันธุกรรมจุลินทรีย์จะช่วยให้มีความเข้าใจจุลินทรีย์อย่างลึกซึ้งเพียงพอที่จะนำมาพัฒนางานหลายด้าน เช่น ด้านแหล่งพลังงานชีวภาพอย่างการสังเคราะห์แสง เป็นต้น           ด้านกระบวนการผลิตก็สามารถใช้สารเคมีที่ไม่เป็นพิษและเอนไซม์ที่ผลิตโดยจุลินทรีย์มาช่วยให้ต้นทุนต่ำและประสิทธิภาพสูง เอนไซม์จากจุลินทรีย์ที่ใช้กันแพร่หลายแล้วในปัจจุบัน ได้แก่ เอนไซม์ที่ใช้ฟอกเยื่อกระดาษ ฟอกผ้ายีนส์ ล้างคราบลิปสติกจากเครื่องแก้ว ย่อยแป้งในโรงงานเบียร์ และตกตะกอนโปรตีนในการผลิตชีส ด้านการแพทย์ก็มีความคาดหวังว่าลำดับดีเอ็นเอของจุลินทรีย์อาจจะช่วยให้พบยีนมนุษย์ใหม่ ๆ และพบกลไกการทำให้เกิดโรคของเชื้อโรค ในด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถพัฒนาระบบการผลิตทางชีวภาพที่เป็นเทคโนโลยีสะอาด (clean technology) ได้ เหนือสิ่งอื่นใดทางเทคโนโลยีคือ แนวความคิดที่จะสร้างหรือพัฒนาสิ่งมีชีวิตขึ้นเองโดยให้มีลักษณะและคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์แต่ใช้ทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดหรือขยะเป็นอาหาร


ที่มา  http://www.baanjomyut.com

ยีน การโคลนนิ่ง และการตัดต่อยีน

     ยีน (Gene) คือ คำสั่งให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะตามพันธุ์ของมัน ยีนจะเป็นตัวสั่งการสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดว่าจะมีรูปร่าง หน้าตาอย่างไร จะสร้างหรือผลิตอะไรออกมา ยีนอยู่ในเซลล์ซึ่งเป็นส่วนย่อยของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตจะมียีนจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตนั้น ตั้งแต่ไม่ถึงสิบในไวรัส จนถึงนับแสนในมนุษย์
ยีน คือ สารเคมีที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ DNA (Deoxyribonucleic Acid) ประกอบด้วย หน่วยย่อยที่เรียงตัวกันเป็นลำดับ เสมือนตัวอักษรที่เรียงกันเป็นข้อความกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม ที่สามารถถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลานได้ ดีเอ็นเอ มีโครงสร้างเป็นสายคู่ พันกันเป็นเกลียวคล้ายบันไดเวียนที่แต่ละขั้นเป็นตัวอักษรแต่ละตัว เมื่อยีนทำงานกลไกของเซลล์จะอ่านรหัสในดีเอ็นเอแล้วแปลออกมาเป็นการผลิตโปรตีนต่างๆ โปรตีนบางตัวเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตนั้น บางตัวเป็นตัวทำหน้าที่ต่างๆ ของเซลล์ เช่น ย่อยอาหาร สร้างส่วนประกอบอื่นๆ ของเซลล์ ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม
การที่แต่ละยีน แต่ละโปรตีน มีหน้าที่โดยเฉพาะทำให้เราสามารถตัดยีนแต่ละยีนออกมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง แล้วนำไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกลไกในการทำให้ยีนจากที่อื่นสามารถทำงานได้ เราจะเรียกพืชหรือสัตว์ที่มียีนไม่ใช่ของตัวเองอยู่น้อยว่า พืชข้ามพันธุ์ หรือ สัตว์ข้ามพันธุ์ (Transgenic plant or transgenic animal)  
การโคลนนิ่ง (Cloning)
ตามความหมาย โคลนนิ่ง (Cloning) หมายถึงการคัดลอก หรือทำซ้ำ (copy) นั่นเอง สำหรับทางการแพทย์ หมายถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนของเดิมทุกประการ การโคลนนิ่งเกิดอยู่เสมอในธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนได้แก่ การเกิดฝาแฝดเพศเดียวกันและหน้าตาเหมือนกัน นั่นเอง กระบวนการโคลนนิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ได้นำมาใช้เป็นเวลานานแล้วโดยเราไม่รู้ตัว ได้แก่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และตัวอ่อนสัตว์ โดยการแยกเซลล์ ซึ่งทำกันทั่วไปในวงการเกษตร
การโคลนนิ่งที่ทำได้ยากที่สุดคือการโคลนนิ่งสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามโคลนนิ่งสัตว์มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งการโคลนนิ่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด ทำได้ง่ายมาก เช่น ถ้าเราตัดปลาดาวออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนจะสามารถงอกเป็นปลาดาวตัวใหม่ทั้งตัวได้ แต่การโคลนนิ่งสัตว์มีกระดูก สันหลัง ทำได้ยากกว่ามาก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโรสลิน ประเทศสกอต์แลนด์ ได้สร้างแกะที่เกิดจากการโคลนเป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยเอาเซลล์ต่อมน้ำนมของแกะตัวหนึ่ง ไปผสมกับไข่ที่ไม่มีดีเอ็นเอของแม่แกะอีกตัวหนึ่ง (เนื่องจากดีเอ็นเอของไข่ถูกดูดออกไป) แล้วใช้ไฟฟ้ากระตุ้นทำให้ไข่นั้นพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนได้ ตัวอ่อนที่ได้นี้จะมีเฉพาะดีเอ็นเอที่ได้จากเซลล์ต่อมน้ำนมจากแกะตัวแรกเท่านั้น จึงถือว่าตัวอ่อนนี้เป็นโคลนของแกะตัวแรก เปรียบได้กับการทำสำเนานั่นเอง
หลังจากนั้น ตัวอ่อนที่ได้นี้ก็ถูกนำไปฝากไว้ในครรภ์ของแม่แกะอีกตัวหนึ่ง จนกระทั่งแม่อุ้มบุญตัวนี้คลอดลูกออกมา ลูกแกะตัวนี้มีชื่อว่า “ดอลลี่” ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 จากนั้นเป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มก็ได้พัฒนาเทคนิคการโคลนนิ่งแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมทั้งได้มีการโคลนสัตว์อื่นๆ เช่น วัว หนู แมว สุนัข เป็นต้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากโคลนนิ่ง ได้แก่
  • ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจขบวนการทำงานของยีน และการจำแนกชนิดของเซลล์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการแพทย์ เช่น ในอนาคตเมื่อเราทราบปัจจัยที่ทำหน้าที่ ปิด หรือเปิด การทำงานของยีน จะสามารถนำมารักษาโรคได้ เช่น ผู้ป่วยสมองตายจากอัมพาต  ในอนาคตอาจสามารถกระตุ้นให้เซลล์สมอง แบ่งตัวทดแทนเซลล์ที่ตายไปได้ หรือผู้ป่วยที่ไตวาย สามารถกระตุ้นการทำงานและแบ่งตัวเซลล์ไตที่เหลืออยู่ให้ทำหน้าที่ทดแทนได้
  • มีประโยชน์ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ให้แพร่ขยายจำนวนขึ้นได้รวดเร็วกว่าการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ
  • คู่สมรสที่ไม่มีโอกาสให้กำเนิดบุตรด้วยวิธีอื่น อาจมีโอกาสได้บุตรมากขึ้น
  • ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ อาจได้อวัยวะที่เข้ากันได้ ลดความเสี่ยงต่อการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน  
การตัดต่อยีน (การดัดแปลงพันธุกรรม)
การตัดต่อยีนเป็นเทคโนโลยีที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เกิดจากการนำยีน (gene) หรือสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอื่นใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการทำให้เกิดใหม่ตามลักษณะหรือคุณสมบัติที่ต้องการ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากพันธุ์ที่มีในธรรมชาติ เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกิด “สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม” (GMOs) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพการตัดต่อยีนในอนาคตได้แก่ การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม เคมีอุตสาหกรรม อาหาร ยารักษาโรค รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก
ประโยชน์จาก GMO
  • ปรับปรุงพันธุ์พืช
    - การพัฒนาพันธุ์พืชต้านทานแมลงและโรค
    - การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพผลผลิตที่พึงประสงค์ เช่น สุกงอมช้าลง
    - การพัฒนาพันธุ์พืชให้ผลิตสารพิเศษ เช่น มีวิตามินมากขึ้น มีกลิ่นหอมมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น มะเขือเทศสุกงอมช้าและไม่นิ่ม ฟักทองต้านไวรัส ถั่วเหลืองต้านวัชพืช มันฝรั่งต้านแมลง ฝ้ายที่ทนยาฆ่าวัชพืช Bacillus Thuringiensis (BT) ข้าวที่มีวิตามินเอ เมล็ดทานตะวันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เป็นต้น
  • การพัฒนาพันธุ์สัตว์
    - โตเร็วกว่าปกติ และมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
    - กินอาหารลดลง และขับถ่ายของเสียลดลง
    - ทนทานโรคและแมลง ตัวอย่าง เช่น ลูกหมูโตเร็วกว่าปกติ ถึงร้อยละ 40 และมีขนาดใหญ่กว่าหมูปกติ ในขณะที่กินอาหารลดลง 25% หมูเหล่านี้ขับถ่ายของเสียลดลงมาก วัวที่ทนโรคและแมลง ไข่ไก่ที่มีโคเลสเตอรอลน้อยลง ปลาทูน่าโตเร็วและต้านทานโรค เป็นต้น
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ผลิตสินค้าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) และในปี พ.ศ. 2523 ได้มีการอนุญาตให้จดทะเบียนสิทธิบัตรจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 มีการจดสิทธิบัตรสัตว์ที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม รวมทั้งมีการนำมาทดสอบในภาคสนาม และในปีพ.ศ. 2536 เริ่มมีผลิตภัณฑ์ GMOs ออกมาจำหน่ายในในเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตจาก Food and Drug Administration (FDA) ให้วางจำหน่ายในตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 40 รายการ เช่น ถั่วเหลือง Roundup ready ฝ้ายบีที ข้าวโพดบีที และมันฝรั่งบีที เป็นต้น เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าสินค้าเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเพาะปลูกพืช GMOs ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2540 มีพื้นที่เพาะปลูกพืช GMOs ทั้งหมด 68.75 ล้านไร่ และในปีพ.ศ. 2541 ได้เพิ่มเป็น 173.75 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา 128.13 ล้านไร่ ประเทศอาร์เจนตินา 26.99 ล้านไร่ ประเทศออสเตรเลีย 17.5 ล้านไร่ และนอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆเช่นประเทศเม็กซิโก สเปน ผรั่งเศส จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ โดยในปัจจุบันมีพืช GMOs ทั้งหมดประมาณ 40-50 ชนิดเช่นถั่วเหลือง ข้าวโพด ฝ้าย คาโนลา มันฝรั่ง มะเขือเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาของผลิตภัณฑ์ GMOs อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีความแน่ชัดว่าสิ่งมีชีวิตตัดต่อยีนนี้จะไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้หลายๆประเทศจึงพยายามหามาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งในระดับนานาชาติมีมาตรการในการควบคุมพืชจีเอ็มโอกำหนดไว้ โดยได้จัดทำพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาระสำคัญประการหนึ่งคือ การเสนอให้ใช้หลักการตกลงที่ได้มีการเห็นชอบล่วงหน้า โดยสินค้าส่งออกจีเอ็มโอต้องให้ข้อมูลอย่างละเอียดต่อประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะข้อมูลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมทั้งการจัดการประเมินความเสี่ยงเพื่อขออนุญาตนำเข้า ซึ่งประเทศผู้นำเข้าต้องมีมาตรการในการตรวจสอบด้วย
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอของไทยโดยสรุปก็คือ ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืชจีเอ็มโอ เพื่อเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น และการศึกษาวิจัยก็ให้ดำเนินการเฉพาะในโรงเรือนหรือแปลงทดลองเท่านั้นมิให้ดำเนินการในไร่นาของเกษตรกร
 




ที่มา  http://www.baanjomyut.com

เทคโนโลยีชีวภาพ มีความสำคัญอย่างไร

      เทคโนโลยีชีวภาพได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านเกษตรกรรม อาหาร การแพทย์ และเภสัชกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อาทิ เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมี เพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพื่อคิดค้นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น เพื่อค้นคิดตัวยาป้องกันและรักษาโรค ซึ่งล้วนเป็นการนำเทคโนโลยีชีวภาพมารับใช้ประชากรโลก ในการสร้างสรรค์พัฒนาให้มวลมนุษย์สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ปัจจุบัน มีการนำวิทยาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ที่เด่นชัดที่สุดคือ ในทางการแพทย์และการเกษตร ทั้งนี้เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพได้ก่อให้เกิดความหวังใหม่ ๆ ในการคิดค้นหนทางแก้ปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทั้งทางด้านเกษตรกรรม อาหาร การแพทย์ และเภสัชกรรมอันได้แก่
  • ความพยายามจะลดประมาณการใช้สารเคมีในเกษตรกรรม ด้วยการคิดค้นพันธุ์พืชใหม่ที่ต้านทานโรคศัตรูพืช อันจะช่วยลดปัญหาการใช้สารเคมีซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
  • ความพยายามจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกของโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ที่ทนทานต่อภาวะแห้งแล้ง หรืออุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไป
  • ความพยายามจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของโลก ด้วยการคิดค้นปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ทนทานต่อโรคภัยและให้ผลิตสูงขึ้น
  • ความพยายามจะค้นคิดอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้นหรือมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น เช่นอาหารไขมันต่ำ อาหารที่คงความสดได้นานกว่า อาหารที่มีอายุการบริโภคนานขึ้นโดยไม่ต้องใส่สารเคมี เป็นต้น
  • ความพยายามจะค้นคิดตัวยาป้องกันและรักษาโรคติดต่อหรือโรคร้ายแรงต่าง ๆ ที่ยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล เช่น การคิดตัวยาหยุดยั้งการลุกลามของเนื้อเยื่อมะเร็งแทนการใช้สารเคมีทำลาย การคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสตับต่าง ๆ   ในเชิงพาณิชย์ บริษัทใหญ่ ๆ ของโลกได้คิดค้นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพด้านเภสัชภัณฑ์และเกษตรที่มีคุณสมบัติอันเป็นที่ต้องการของแต่ละสาขาออกจำหน่าย เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ของโลกมากมาย
ผลงานวิจัยค้นคว้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ที่โดดเด่นในด้านต่าง ๆ มีอาทิ
  • เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร คือ การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืช โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเซลล์พืช การตัดแต่งยีน ตัวอย่างเช่นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพันธุ์กล้วยไม้ ไผ่ การพัฒนาพันธุ์พืชต้านทานต่อศัตรูพืช โรคพืช การพัฒนาผลไม้ให้สุกงอมช้า
  • เทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร คือการเพิ่มคุณค่าผลผลิตของอาหาร ตัวอย่างเช่น การลดปริมาณโคเลสเตอรอลในไข่แดง การทำให้โคและสุกรเพิ่มปริมาณเนื้อ
  • เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม คือ การลดการใช้สารเคมีที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่าง เช่น การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากสารอินทรีย์ การใช้จุลินทรีย์ในการกำจัดขยะหรือน้ำเน่าเสีย
  • เทคโนโลยีการแพทย์เพื่อสุขภาพ ตัวอย่างเช่น การผลิตวัคซีนป้องกันโรค การผลิต แอนติบอดีเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคและการเยียวยารักษา การใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอตรวจสอบโรคทางพันธุกรรม  


ที่มา  http://www.baanjomyut.com

เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio Technology)

   

เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio Technology) คืออะไร
เทคโนโลยีชีวภาพเป็นเทคนิคการนำสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตมาพัฒนาหรือปรับปรุงพืชสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อประโยชน์เฉพาะตามที่ต้องการ แม้จะฟังดูเป็นศัพท์วิชาการแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด มนุษย์เราได้นำประโยชน์จากกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราเป็นเวลานานนับพัน ๆ ปีมาแล้วในรูปแบบง่าย ๆ ได้แก่ การหมักดองอาหาร เช่น เต้าเจี้ยว แหนม ปลาร้า เป็นต้น การทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สุรา ไวน์ เบียร์ เป็นต้น  
ปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพ หมายถึง เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีวิทยาศาสตร์เป็นรากฐาน ประกอบด้วยหลายสาขาวิชาผสมผสานกัน ได้แก่ สาขาชีววิทยา จุลชีววิทยา เคมี อณูพันธุศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ เช่น จุลินทรีย์ พืช และสัตว์มาใช้ประโยชน์ เป็นสหวิทยาการที่นำความรู้พื้นฐานสิ่งมีชีวิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่เรื่องการขยายและปรับปรุงพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย การนำผลผลิตจากสิ่งมีชีวิตไปแปรรูปเป็นอาหารหรือยา รวมถึงกระบวนการที่ใช้แปรรูปผลผลิตในระดับโรงงานและกระบวนการที่ใช้สิ่งมีชีวิต เช่น จุลชีพในการบำบัดน้ำเสีย หรือ การนำของเสียไปใช้ประโยชน์ เช่น นำไปใช้ทำปุ๋ย เป็นต้น


ที่มา  http://www.baanjomyut.com

ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

            เทคโนโลยีสารสนเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ย่อมเกิดผลกระทบจากเทคโนโลยีดังกล่าวทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของมนุษย์นั้นมีมากมาย ทั้งในเรื่องของการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและเรื่องอื่นๆ แต่ประเด็นที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องของจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากในโลกของการติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดนอาจทำให้ข้อมูลสารสนเทศที่ได้รับมีเนื้อหาทั้งเหมาะสมและไม่เหมาะสม บ่อยครั้งที่การส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งอาจทำให้บุคคลที่สามเกิดความเสียหายได้ หรือแม้กระทั่งเนื้อหาของสารสนเทศที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม มิให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันกลไกของรัฐกำลังพยายามเข้าไปจัดการกับปัญหาดังกล่าวแต่ก็มีข้อจำกัดในหลายๆ ประการที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ทั้งหมด ทางออกของการแก้ไขปัญหาดูเสมือนหนึ่งว่าจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นทางจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสร้างสรรค์มากกว่าเพื่อการทำลาย ดังนั้นการปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องทางจริยธรรมคงจะเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้ในระยะยาว
ประเด็นสำคัญทางด้านจริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่พบบ่อยครั้ง ดังเช่นตัวอย่างนี้
  • การแพร่ระบาดของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมมีจำนวนมากขึ้น อาทิ เว็บไซต์ลามกอนาจาร เว็บไซต์บริการทางเพศ เว็บไซต์เกี่ยวกับการพนัน เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับยาเสพติดเว็บไซต์ที่ขายของผิดกฎหมายหรือละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบอย่างทั่วถึงเป็นไปได้ยาก
  • เว็บแคม (webcam) หรือ เว็บแคเมรา (web camera) เป็นกล้องที่ส่งสัญญาณภาพผ่านทางคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยที่แต่ละฝ่ายสามารถเห็นภาพกันและกันขณะพูดคุย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการประชุมออนไลน์ แต่ขณะเดียวกัน เว็บแคมก็เป็นสื่อที่ใช้ในการชมและถ่ายทอดกิจกรรมทางเพศ หรือแสดงลามกทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น
  • อาชญากรคอมพิวเตอร์ เช่น แฮกเกอร์ (Hacker) บางคนที่พยายามหาวิธีการหรือช่องโหว่ของระบบ เพื่อแอบลักลอบเข้าสู่ระบบ เพื่อล้วงความลับหรือแอบดูข้อมูลข่าวสาร อาทิ ลักลอบใช้ข้อมูลบัตรเครดิต ลบรายชื่อผู้ใช้งานในระบบ และบางครั้งมีการทำลายข้อมูลข่าวสารหรือทำความเสียหายให้กับองค์กร
  • การแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไปสร้างความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ อาทิ รบกวนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายทำงานช้าลง ติดตั้งโปรแกรมที่เปิดทางให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยสรุปแล้วเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกในยุคปัจจุบันที่สามารถเชื่อมโยงโลกทั้งโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้โลกที่เคยกว้างใหญ่กลับแคบลง ระยะทางซึ่งแต่เดิมคืออุปสรรคสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของมนุษย์ชาติกลับไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปทำให้มนุษย์ในแต่ละสังคมต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของสังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์ผู้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด หากรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสร้างสรรค์และรู้เท่าทัน ย่อมส่งผลให้มนุษย์ในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น



ที่มา  http://www.baanjomyut.com